สปสช
ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาล
สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กระทรวงสาธารณสุข
อสม
สภาการพยาบาล
สภาเภสัชกรรม
แพทย์สภา
สมาคมเทคนิคการแพทย์
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ชมรมสถานีอนามัยแห่งประเทศไทย
กรมสุขภาพจิต
สมาคมนักสังคมสงเคราะห์
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส)
เวบต่างประเทศ







![]() | วันนี้ | 158 |
![]() | เมื่อวาน | 180 |
![]() | เดือนนี้ | 816 |
![]() | รวม | 198392 |
Last Updated on Monday, 31 August 2009 10:02 Written by ซอฟียะห์ นิมะ Monday, 31 August 2009 09:48

2.3) โรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) หรือ (Cerebrovascular accident)
เป็นโรคที่พบบ่อยเป็นอันดับสาม รองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นโรคที่ทำให้คนไทยและคนทั่วโลกเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ โรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเส้นเลือดตีบหรืออุดตัน ชนิดเส้นเลือดแตก โดยทั่วๆ ไปจะพบผู้ป่วยที่เป็นชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตันได้บ่อยกว่า ชนิดเส้นเลือดแตก
อาการของผู้ป่วยมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนใดเสียการทำงานไป เช่น พูดไม่ออกหรือไม่เข้าใจคำพูด หรือพูดไม่ชัดทันทีทันใด แขนขาหรือหน้าอ่อนแรง ชา หรือขยับไม่ได้ขึ้นมาทันทีทันใด โดยเฉพาะที่เป็นครึ่งซีกของร่างกาย ตาข้างใดข้างหนึ่งมัวหรือมองไม่เห็นฉับพลัน เห็นภาพซ้อน หรือเกิดอาการ คล้ายมีม่านมาบังตา ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน งุนงง เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับอาการอื่นข้างต้น
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงหมายถึง ถ้าผู้ใดมีปัจจัยเหล่านี้อยู่จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทุกคนจะต้องเกิดโรคหลอดเลือดสมองทุกราย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่
- ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ถ้าสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือถ้าเป็นแล้วการลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะสามารถลดความเสี่ยงลงได้
- การสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้นจึงควรงดสูบบุหรี่ ถ้างดสูบบุหรี่ได้นอกจากความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจะลดลงแล้ว ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคปอด จะน้อยลง และสุขภาพโดยทั่วไปก็จะดีขึ้นเองอีกด้วย
- โรคหัวใจ มีหลายชนิด เช่น โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ การรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาบางชนิดเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองลงได้
- โรคเบาหวาน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่ง ถ้าป่วยเป็นโรคนี้ก็ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้
- ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และยังอาจเป็น ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันมากเกินไป หรืออาจต้องรับประทานยาลดไขมันร่วมด้วยตามที่แพทย์แนะนำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย
อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ อาการอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีกของร่างกายทันทีทันใด อาการตามัวหรือมองไม่เห็นทันที โดยเฉพาะที่เป็นข้างเดียว พูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูดทันทีทันใด ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินลำบาก หรือเป็นลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการดังกล่าวมาแล้วร่วมด้วย อาการเตือนเหล่านี้อาจเป็นเพียงชั่วขณะแล้วดีขึ้นเอง แต่ก็มีความสำคัญ และผู้ป่วยควรจะพบแพทย์โดยด่วน ถ้าผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเร็วเท่าใด อัตราการตาย ความพิการจะยิ่งน้อยลง
ผลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนต่อโรคหลอดเลือดสมอง
การติดตามการอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองแบบศึกษาไปข้างหน้า (Cohort) ในผู้ป่วยมุสลิมจำนวน 793 ราย ที่แบ่งการศึกษาเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงเวลาก่อนเดือนรอมฎอน ระหว่างเดือนรอมฎอน และช่วงเวลาหลังเดือนรอมฎอนพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันในอายุที่เริ่มเกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมองชนิดเส้นเลือดตีบหรืออุดตัน (onset of ischemic stroke) โดยก่อนเดือนรอมฎอนพบในช่วงอายุ 65.3 ± 11.3 ปี ระหว่างเดือนรอมฎอน 65.4± 13 ปี และช่วงเวลาหลังเดือนรอมฎอน 66.1 ± 12.6 ปี ส่วนอายุที่เริ่มเกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมองชนิดเส้นเลือดแตก (the onset of intracerebral hemorrhage) พบว่าไม่แตกต่างกันคือ ก่อนเดือนรอมฎอนพบในช่วงอายุ 62.5 ± 11.1 ปี ระหว่างเดือนรอมฎอน 63.8± 11.7 ปี และช่วงเวลาหลังเดือนรอมฎอน 60.7 ± 13.6 ปี ไม่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์ของการเกิดโรคระหว่างเพศ ไม่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองชนิดเส้นเลือดตีบหรืออุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองชนิดเส้นเลือดแตก ไม่มีความแตกต่างของอัตราการตายในโรงพยาบาล (in hospital mortality rate) ทั้ง 3 ช่วงเวลา (Comoglu et. al., 2003)
จากการศึกษาอุบัติการณ์แบบย้อนหลัง (Retrospective review) 13 ปี (1991-2003) ในผู้ป่วยมุสลิมที่เป็นโรค stroke จำนวน 335 ราย ที่มีอายุเฉลี่ย 56.99 ± 13.9 ปี ในช่วงเวลาก่อนเดือนรอมฎอน 1 เดือน เดือนรอมฎอน และหลังเดือนรอมฎอน 1 เดือน พบว่าจำนวนครั้งของการนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล (hospitalization) ไม่แตกต่างกันคือ ในช่วงเวลาก่อนเดือนรอมฎอน 1 เดือน พบจำนวน 30 ราย ระหว่างเดือนรอมฎอน 29 ราย และหลังเดือนรอมฎอน 1 เดือนพบ 29 ราย (Bener et. al., 2006)
2.4) โรคหัวใจ
โรคหัวใจแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือเป็นตั้งแต่เกิด อาจวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกคลอด หรืออาจไม่มีอาการจนกว่าจะอายุมาก ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ หรือตัวห้องหัวใจมีสภาพไม่สมบูรณ์ มักไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับสารเคมี ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆ ความผิดปกติเหล่านี้ส่วนมากสามารถผ่าตัดแก้ไขได้
โรคลิ้นหัวใจ อาจเป็นมาแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังก็ได้ มักเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจึงเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ เกิดลิ้นหัวใจตีบ รั่ว หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง
โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน เป็นต้น การแก้ไข เช่น ขยายหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดบายพาส
โรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคหัวใจขาดเลือด ลักษณะของโรคคือ หลอดเลือดหัวใจที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจมีความผิดปกติทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดการทำงานผิดปกติ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การสะสมของไขมันที่ผนัง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด
โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรค ส่วนใหญ่รักษาได้
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดทั้งอันตรายและไม่อันตราย สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป
อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขาบวม เป็นลม วูบ
อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจเป็นด้านซ้ายหรือทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไปที่แขนซ้าย หรือทั้งสองข้าง หรือจุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือขึ้นบันได วิ่ง ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือนอน หรือหลังอาหาร กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมาก เป็นลม
อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด เจ็บแหลมๆ คล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือขยับตัว หรือหายใจเข้าลึกๆ อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
อาการหอบ เหนื่อยง่าย จากโรคหัวใจ จะมีอาการเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูง หรือนั่งหลับ
อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ
อาการใจสั่น คือ การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆ หยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบได้ในคนปกติ โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด
อาการขาบวมจากโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น
การเป็นลม วูบ คำว่า "วูบ" นี้ ในความหมายของแพทย์แล้ว หมายถึง การหมดสติ หรือเกือบหมดสติชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจากความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ การตรวจทางโรคหัวใจ
การตรวจทางโรคหัวใจ ต้องอาศัยประวัติอาการที่ละเอียด เพื่อดูว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคหัวใจหรือไม่ เนื่องจากมีหลายโรคที่ให้อาการคล้ายกับโรคหัวใจ อาจแบ่งคร่าวๆ ได้ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
การตรวจพื้นฐาน ได้แก่
การตรวจร่างกาย เพื่อดูน้ำหนัก ส่วนสูง อ้วนหรือไม่ การจับชีพจร อัตราและความสม่ำเสมอของการเต้นของหัวใจ ความดัน โลหิต ฟังเสียงหัวใจว่ามีเสียงผิดปกติไหม นอกจากนั้นแล้วแพทย์จะตรวจร่างกายทุกระบบด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไม่
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะบอกจังหวะการเต้นของหัวใจ บอกขนาดห้องหัวใจ บอกโรคของเยื่อหุ้มหัวใจบางชนิด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะผิดปกติก็ต่อเมื่อมีโรคหัวใจที่รุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดรุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้น ผิดจังหวะ เป็นต้น แต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็นโรคหัวใจ
เอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งจะเห็นทั้งปอด หลอดเลือดแดงใหญ่ การกระจายของเลือดในปอด ภาวะน้ำท่วมปอด หรือหัวใจล้มเหลว เงาของหัวใจซึ่งบอกขนาดหัวใจได้ดีพอควร
ตรวจเลือด การตรวจหาระดับสารต่างๆในเลือด ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง แต่เป็นการดูเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง ของโรคหัวใจ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค และ การใช้ยาต่างๆ (เพื่อลดปัญหาแทรกซ้อนจากยา)
การตรวจพิเศษทางโรคหัวใจ และ การรักษาพิเศษทางโรคหัวใจ
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echocardiogram
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย Exercise Stress Test
- การทดสอบการเป็นลมด้วยเตียงปรับระดับ Tilt Table Test
- การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง Holter หรือ Ambulatory ECG monitoring
- การสวนหัวใจและฉีด"สี"ดูหลอดเลือดหัวใจ Cardiac Catheterization and Angiogram
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน Angioplasty
- การตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจ Electrophysiologic Study
- การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยคลื่นวิทยุ Radiofrequency Ablation
- การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร Permanent Cardiac Pacemaker
ผลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนต่อโรคหัวใจ
จากการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective review) ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะ acute coronary heart disease และเข้าโรงพยาบาลในแผนกฉุกเฉินในปี 1991-1997 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยในเดือนรอมฎอนต่ำกว่าก่อนและหลังเดือนรอมฎอนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยได้สรุปว่า การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนไม่ได้เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดภาวะ acute coronary heart disease (Temizhan et. al.,1999) และจากการศึกษาอุบัติการณ์การเกิด acute coronary syndrome ชนิด acute myocardial infarction และ unstable angina ในเดือนรอมฎอนพบว่าไม่แตกต่างกับเดือนอื่นๆ ในรอบปี (Suwaidi et. al., 2005)
ส่วนการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective review) 10 ปี (ระหว่างปี 1991-2001) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การของผู้ป่วยโรค congestive heart failure ที่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการหัวใจล้มเหลวจำนวน 20,856 ราย พบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างเดือนรอมฎอนและเดือนอื่นๆ (Suwai et. al., 2004) และจากการศึกษาประเมินอาการทางคลินิกและการตรวจทางชีวเคมีในผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอาการคงที่ขณะถือศีลอดในเดือนรอมฎอนจำนวน 86 ราย พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ผู้วิจัยได้สรุปว่าการถือศีลอดของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ (Chamsi-Pasha & Ahmed 2004)
----------------------------
ผลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ในภาวะสุขภาพดีและเจ็บป่วย (ตอนที่ 4)
(Effects of Ramadan Fasting on Health and Illness)